PSU: Cultural Studies Group

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เรื่องเล่าและบทเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เป็นทั้งกวี นักดนตรีและนักแต่งเพลง ที่มีชื่อเสียง ในช่วงทศวรรษ 2520 – 40 ฝีไม้ลายมือและชั้นเชิงทางดนตรีของเป็นที่ยอมรับกันว่า มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีไม้ลายลายมือในการประดิษฐ์คำ จากประสบการณ์ของชีวิตในช่วงของการปฏิวัติประชาชน ที่ทำให้เขามีโอกาสคลุกคลีกับชาวบ้านในเขตป่าเขา อีกทั้งประสบการณ์ทางดนตรีเมื่อครั้งที่ยังร่วมงานอยู่กับ คาราวาน, คาราบาว และ ซูซู ได้ต่อยอดให้เขานำเอาดนตรีพื้นบ้านมาปรับใช้ในงานเพลง จนได้รับคำยกย่องว่าเป็น “กวีศรีชาวไร่” จาก “นายผี” กวี นักคิด นักเขียนคนสำคัญ

แม้ว่า พงษ์เทพ จะผลิตงานในช่วงที่คาบเกี่ยวกับศิลปินเพื่อชีวิตอื่นๆ คือ คาราวานและคาราบาว ที่เป็นหลักในวงการ แต่ความแตกต่างของพงษ์เทพที่เห็นได้ชัดก็คือ ความเป็นนักเล่าเรื่อง (Narrator) ความแจ่มชัดนี้ฉายให้เห็นในภาคการแสดงดนตรีสดทุกครั้งของเขา รวมถึงในเนื้อหาของบทเพลงที่มีความประณีต คุณลักษณะของการเล่าเรื่องนี้จึงถูกจัดประเภทว่าเป็นเพลงที่เรียกว่า “บัลลาด” (Ballad) แบบตะวันตก

ผู้เขียนได้หยิบยกบทเพลงที่นำมาศึกษาในครั้งนี้ จากการคัดอัลบั้มเพลงชุด ‘เหงา เศร้า ฝัน’ (2536) 4 บทเพลง คือ บทเพลงชื่อ ‘เด็กหญิงปรางค์’, ‘แม่’, ‘ลิงทะโมน’ จัดอยู่ในกลุ่มตามชื่ออัลบั้ม และเพลง ‘เฉย’ คงมีทั้งส่วนที่เหงาและเศร้าปะปนกัน แม้เพลงที่เลือกจะไม่ใช่เพลงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด แต่เพลงที่มีคุณลักษณะเด่นของการเล่าเรื่อง อันเป็นทางหรือลักษณะเฉพาะของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ในการประพันธ์เพลง

อนึ่งการจัดประเภทของงานเพลงของ พงษ์เทพ ตามแนวทางของศิลปะอาจจะเทียบได้กับ แนวทางศิลปะเป็นแบบ อิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) เอาความประทับใจ และเศร้าสะเทือนใจ มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ความน่าสนใจประการหนึ่ง ที่ผู้เขียนสนใจการเล่าเรื่องในบทเพลงก็คือ ข้อจำกัดของความยาวเพลง ในยุคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ความยาวจะไม่มาก เฉลี่ยตกอยู่ประมาณ 3.00 นาที ไม่เหมือนเพลงไทยเดิมประเภท เพลงเถาหรือเพลงตับ ทำให้การเล่าเรื่องต้องมีความกระชับมากที่สุด รวมถึงความแตกต่างไปจากการเล่าเรื่องในสื่อสารมวลชนอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์หรือละครอีกด้วย

ในการวิเคราะห์จะแสดงผ่านเนื้อร้องตามลำดับเพลงที่เลือกเอาไว้คือ ‘เด็กหญิงปรางค์’, ‘แม่’, ‘ลิงทะโมน’ และ ‘เฉย’ ร่วมกับการใช้กรอบแนวคิดขนบ (Convention) เรื่องเล่าของ จอห์น คาเวลติ John Cawelti 1971 ในตอนท้าย ประกอบการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้




เด็กหญิงปรางค์

*เนื้อเพลง* ขยะในถังที่ตั้งริมทาง เด็กหญิงปรางค์ กำลังคุ้ยเขี่ย เป็นประจำหน้าบ้านผัวเมีย ที่นั่งดูเหมือนพลเมืองดี ยังไม่รู้จะได้อะไร เปลือกลำไยหรือซองบุหรี่ อยากจะได้หุ่นยนต์ดีๆ หนูอยากจะมีน้องตุ๊กตา ถ้าได้ฝันจะรีบเอาไป อวดวินัย ลูกชายของป้า ถ้าแขนไม่ครบ ไม่มีลูกตา จะให้ลุงมาช่วยเสริมเติมแต่ง
*ขยะในถังตั้งอยู่ในใจ ที่ใสสะอาดวาดต่อเติม เพิ่มความฝันทุกวันเวลา ตุ๊กตานำทางไปทั่ว ตามซอกซอยของเมืองมัวๆ มือน้อยๆ ค่อยๆ คุ้ยเขี่ย (ซ้ำ*)




ในเพลงนี้จะพบชุดคำ 3 ชุด ดังนี้
-เมือง ( ถังขยะ ริมทาง หน้าบ้าน พลเมือง ซอกซอย เมือง)
-ขยะ (ขยะ คุ้ยเขี่ย เปลือกลำไย ซองบุหรี่ หุ้นยนต์ ตุ๊กตา)
-ตัวละคร (เด็กหญิงปรางค์ ผัว-เมีย ‘น้องตุ๊กตา’ วินัย ป้า ลุง)
คำในวงเล็บประกอบขึ้นเป็นชุดคำที่แสดงหนึ่งความคิดหลัก หลายๆ ความคิดหลัก ประกอบขึ้นเป็นเนื้อหาบทเพลง แต่ละความคิดหลักจะมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เมืองนี้เป็นเมืองมัวๆ มีถังขยะเป็นลักษณะของเมือง มี ‘พลเมืองดี’ นั่งดูเด็กคุ้ยเขี่ยถังขยะ (ในเพลงใช้คำว่าดูเหมือน การอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ไม่สามารถแน่ใจว่า เป็นพลเมืองดีหรือไม่ เป็นได้แค่ดูคล้าย) การมีเด็กคุ้ยเขี่ยถังขยะนั้นไม่ควรจะเป็นความปกติของเมือง กริยา ‘คุ้ยเขี่ย’ นอกจากจะใช้กับคนที่จำเป็นจะต้องไปเก็บของจากกองขยะเพื่อนนำไปขายต่อ เพื่อเป็นรายได้ยังชีพแล้ว คำนี้ยังเป็นกริยาของสัตว์ประเภทไก่ (สำนวนไก่เขี่ย) เมื่อคำนี้กับเด็กหญิงปรางค์จึงบอกชัดเจนถึงความยากจนและสภาพที่ไม่ต่างจากสัตว์


อย่างไรก็ตามความเป็นคนมีอยู่ในตัวเด็กผู้หญิง นั่นคือการมีความฝันและมีใจที่ ‘ใสสะอาด’ ตุ๊กตาจึงเป็น ‘น้องตุ๊กตา’ เป็นผู้นำทาง ส่วน ‘ขยะในถังที่ตั้งริมทาง’ ระบุโลกแห่งความจริง (Reality) ‘ขยะในถังตั้งอยู่ในใจ’ บอกโลกแห่งความฝัน (Fantasy)

ในชุดคำตัวละคร ผู้ที่มีความสัมพันธ์ ฉันญาติกับเด็กหญิงปรางค์คือลุง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าชื่อ ‘มา’ หรือไม่และ ’วินัย’ ลูกชายของทั้งสอง ในเนื้อเพลงไม่ได้กล่าวถึงพ่อและแม่ของเด็กหญิงปรางค์ แต่กล่าวว่าถ้าเด็กหญิงคนนี้ได้ตุ๊กตาขาดแขน ขาดลูกตา ลุงจะทำหน้าที่ซ่อมแซม (ช่วยเสริมเติมแต่ง) ตีความได้ว่า เด็กหญิงปรางค์อยู่ในความดูแลของลุงและป้า ซึ่งคงมีความเมตตาพอสมควร แต่ผู้ที่เติมแต่งความฝันของเด็กน้อยได้นั้นไม่ใช่ลุงและป้า หากแต่เป็นตุ๊กตา ชีวิตของเด็กหญิงปรางค์คงดำเนินไปอย่างมีความสุข (ในความรู้สึกของเด็กหญิง)

ตัวละครผัว-เมีย เจ้าของบ้านซึ่งมีถังขยะตั้งอยู่หน้าบ้านนั้น ‘นั่งดูเหมือนพลเมืองดี’ การไม่มาขับไล่ก็แสดงถึงความเป็นพลเมืองดีเพียงพอแล้วสำหรับ ‘เมืองมัวๆ’ เมืองนี้ ชุดคำทั้งสามชุดนี้ได้ร่วมกันสร้างโลกของชนชั้นล่าง ที่ยากไร้ได้อย่างชัดเจน ในภาคดนตรีเพลงที่เป็นส่วนของทำนอง ใช้การเกากีตาร์อย่างเอื่อยๆ ในแบบกีตาร์โฟล์ค เพื่อให้สอดรับกับการเล่าเรื่องในเพลง

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550

อำนาจแห่งเสื้อคลุม

ที่หัวเมืองใหญ่ไม่ว่าเชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี หาดใหญ่ ฯลฯ เราจะเห็นภาพหนุ่ม-สาวกลุ่มใหญ่ ที่ใช้มอเตอร์ไซค์เดินทางต่างเท้า สิ่งที่เจนตาแน่ชัดว่าที่ทางดังกล่าวคือศูนย์การศึกษาของภูมิภาค สะท้อนผ่านรูปลักษณ์ กิริยาท่าทางของ พวกเขา-เธอ เหล่านั้นแตกต่างจากนักเรียนนักศึกษาทั่วไป แต่ยืนยันความเป็นชาวมหาวิทยาลัย ยืนยันด้วยอาภรณ์คลุมกายสีเข้ม ปักลวดลายแตกต่างกันไป

ใช่! เขา- เธอ สวมเสื้อแจ็คเก็ต ต่างเครื่องแบบ นอกเหนือจาก เข็มกลัด กระดุมปุ่มเน็คไท ราวกับว่าเป็นเครื่องแบบปกติของสถาบันการศึกษาไปแล้ว

เสื้อแจ็คเก็ต เริ่มนิยมในหมู่นักศึกษาไทยตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดจึงเป็นที่นิยมเป็นคำถามหลักๆที่ผมสนใจใคร่รู้ โดยส่วนตัว ผมไม่มั่นใจนักว่าประเพณีการสวมเสื้อแจ็คเก็ตของชาวมหาวิทยาลัยเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด หากจะคาดคะเน(ซึ่งอาจจะไม่จริง) จากการคลุกคลีทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ก็พอประมาณได้ว่าน่าเริ่มใช้มาไม่ต่ำกว่า 10- 15 ปี หรือมากกว่านั้นเพราะช่วงที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เสื้อแจ็คเก็ตเริ่มเป็นที่แพร่หลายแล้ว

พอจะจำได้เลาๆ ว่าในยุคนั้น มหาวิทยาลัยในส่วนของภูมิภาคอื่นๆยังไม่มีการสวมใส่แจ็คเก็ตกันอย่างกว้างขวางนัก อย่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แม้จะตั้งอยู่ในภูมิอากาศที่หนาวเย็นแต่ผมก็ไม่เห็นใครจะนิยมในการใส่เสื้อแจ็คเก็ตสังกัดคณะแต่อย่างใดยังคงใส่เสื้อกันหนาวหรือสเว็ตเตอร์แบบที่เป็นสีสันเสียมากกว่าแต่กลับแพร่หลายอย่างยิ่ง ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ทั้งสองวิทยาเขต ซึ่งน่าจะเป็นผู้นำแฟชั่นนี้มาให้เกิดความแพร่หลายในหมู่ชาวมหาวิทยาลัยซึ่งมีกันทุกคณะเสียด้วย

ผมจึงมีข้อสังเกตต่อกรณีศึกษานี้อยู่ประมาณ 2-3 ประการประการแรก เสื้อแจ็คเก็ตทำหน้าที่ในเชิงคุณค่าของตัวมันเองคือให้ความอบอุ่นกับผู้ที่สวมใส่ รวมไปถึงกันแดดกันลมยามที่เดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์ในเวลากลางวัน ยามที่แดดร้อนประการต่อมา เสื้อแจ็คเก็ตได้ทำหน้าที่นอกเหนือ “อัตถประโยชน์” ที่มันเป็นแต่ทำหน้าที่ในเชิง” “สัญลักษณ์” มากกว่า ผมสังเกตเห็นว่าในสังคมมหาวิทยาลัย ที่จัดการศึกษาแบบ “สหวิทยาการ”
อย่าง มอ. นั้น นักศึกษาแต่ละคณะล้วนแสดง “อัตลักษณ์” ของตนออกมา ผ่านทาง 'ภาพลักษณ์' (Image) สู่สังคมภายนอกให้เป็นที่ยอมรับผมคาดคะเนเอาว่า กลุ่มแรกๆ ที่สร้างความแตกต่างให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ กลุ่มของคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะแพทยศาสตร์ ที่มีเครื่องแต่งกายชัดเจนนักศึกษาแพทย์สวมเสื้อกาวด์เมื่อลงแล็ป ซึ่งก็ดูดีสมกับบุคลิกและน้อยครั้งที่จะใส่ออกมาเดินเฉิดฉายในที่สาธารณะผิดกับนักศึกษาวิศวะ ซึ่งมักจะสวมเสื้อเชิ้ตสีกรมท่าสำหรับฝึกปฏิบัติ จนกลายเป็นเครื่องแบบปกติ การรวมตัวที่เป็นกลุ่มก้อนมากกว่านักศึกษาคณะอื่นๆ กอรปกับการเป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยจึงได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกค่อนข้างมาก

รูปเฟืองเกียร์สัญลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องยอมรับกันว่า แม้จะกินไม่ได้แต่ใครมีแปะไว้ที่หน้าอกหรือกลางหลัง มันก็เท่ห์!! เท่ห์ทั้งตัว ทั้งหัวสมองว่างั้น!!

หลายๆ คณะก็อยากจะเลียนแบบและมีสัญลักษณ์อย่างนั้นบ้างซึ่งก็ทำให้เกิดมูลเหตุในประการต่อมาและตอกย้ำว่ามันได้ฉายภาพของการทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ของ “อำนาจ” ให้ชัดเจนขึ้น

เราต้องไม่ลืมว่า ก่อนการพังทลายของเศรษฐกิจฟองสบู่ ในปี 2540 คณะยอดนิยมของมหาวิทยาลัยในภาคใต้นั้น ต้องยกให้กับคณะวิศวกรรมศาสตร์แพทยศาสตร์และวิทยาการจัดการซึ่งทำหน้าที่ผลิตบุคลากรเพื่อออกมารองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะหัวกะทิอย่างพวกเขาจึงถูกกรองแล้วกรองอีก เพื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
ซึ่งการที่พวกเขาเหล่านั้นได้ศึกษาในคณะดังกล่าวย่อมหมายถึงการประกันความมั่งมีศรีสุขของชีวิตพวกเขาในอนาคตด้วยสปอตไลท์ทุกดวง จึงฉายฉานมายังพวกเขาให้โดดเด่นและถูกยอมรับอย่างสูงในสังคมปฏิเสธได้ยากยิ่งว่าพวกเขาคือ อภิสิทธิ์ชนน้อยๆ ในสังคมนี้ และไม่มีอะไรจะชี้บ่งอภิสิทธิ์ นั้นได้ดีเท่ากับอาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ที่สื่อให้ผู้พบเห็นผ่านสัญลักษณ์ ฟันเฟืองขบกัน เรือสำเภาลำโตโต้คลื่นหรือสิงห์ผยองรองรับด้วยชื่อมหาวิทยาลัยเป็นภาษาฝรั่ง บนแผ่นหลังของพวกเขาเมื่อเสิ้อแจ็คเก็ต ได้ทำหน้าที่เกินอัตถประโยชน์และกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและอภิสิทธิ์ชนไปแล้ว

ไม่แปลกแต่อย่างใดที่แฟชั่นนี้จะกระจายไปสู่นักเรียน นักศึกษากลุ่มอื่นๆด้วยการที่นักศึกษาอาชีวะบางกลุ่มจะขอเอาอย่างบ้างอาจเพราะพวกเขาเหล่านั้นถูกสังคมกดทับและดูแคลนอยู่ลึกๆ ตลอดเวลาทำไมพวกเขาจะแสดงตัวตนผ่านสัญลักษณ์อื่นๆบ้างไม่ได้ (ซึ่งเราอาจจะชินแต่ภาพของนักเรียนตีกัน) เพื่อลบภาพเดิมๆ ที่เราชินตา

ภาพของการต่อรองของ “ชนชั้น” ผ่านเสื้อแจ็กเก็ตทำให้เราเห็นว่าในสังคมไทยช่างมีช่องว่างระหว่างชนชั้นที่ถูกแบ่งแยกอยู่มากมายเหลือเกิน (ซึ่งนี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น) โดยแทบที่เราไม่ได้รู้สึก “เสื้อแจ็กเก็ต” จึงมิได้เป็นแค่เสื้อ แต่กลับผูกโยงกับอำนาจอย่างลึกซึ้งซึ่งผู้สวมใส่ก็รับรู้ได้ดีถึงอำนาจนั้นและได้ใช้มันมากกว่าเพื่อบังแดด บังลมหรือทำให้ร่างกายอบอุ่น

ภาพของนักศึกษาหนุ่มเดินประกบนักศึกษาสาวคณะวิทยาการจัดการหรือคณะพยาบาลในเสื้อแจ็คเก็ตตัวโคร่งปักรูปเกียร์เต็มแผ่นหลัง ที่กรีดกรายอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นคงยืนยันอำนาจของมันได้ระดับหนึ่ง

**************
:ตีพิมพ์ครั้งแรก 20 มีนาคม 2547 ในนิตยสารโฟกัสภาคใต้

ผู้ติดตาม