PSU: Cultural Studies Group

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

วัฒนธรรม ‘กาแฟ’ เมืองตรัง

คนตรังเป็นคนช่างกิน คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินเลยไป ชาวตรังสนใจการกิน การอยู่ ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ดี เงินทองคล่องมือ จึงจับจ่ายใช้เก่ง ผู้ที่มาเยือนจึงได้ยินชื่อเสียงด้านการกินอยู่ ไม่มีถนนสายไหน ที่ไม่มีร้านกาแฟและร้านอาหาร ถนนทุกสายจึงเน้นเรื่องกินเข้าว่า พูดไปจะหาว่าโม้ คนตรังกิน 5-6 มื้อในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำและดึก คนตรังจึงกินจริง - กินจัง

ร้าน “โกปี๊” ชื่อสำเนียงจีนปนปักษ์ใต้โดยนัยคือร้านกาแฟ แต่ที่มากกว่านั้น คือเป็นร้านแบบพันธุ์ทาง ที่จะขายกาแฟเป็นหลักและมีอาหารหนักทั้งบะหมี่ โจ๊ก ก๋วยเตี๋ยว ข้าวและติ่มซำ ประกอบอยู่ในร้านเดียวกัน ความพิเศษของร้านกาแฟในเมืองตรังก็คือ มีขนมและเครื่องเคียงมากมาย ถ้าคุณสั่งกาแฟแก้วเดียว อาหารอื่นๆ จะระดมมาเต็มโต๊ะ ตั้งแต่ขนมจีบ ซาลาเปา ขนมประเภทนึ่งทอดปิ้ง ปาท่องโก๋ และที่ขาดไม่ได้คือ หมูย่างรถเด็ด หลายๆ คนงงกับสูตรการกินแบบนี้ กาแฟกับหมูย่างเข้ากันได้อย่างไร ผมก็ตอบไม่ถูก ได้แต่บอกว่าให้ลองดูแล้วจึงจะติดใจ หลายๆ คนก็แปลกใจอีกนั่นแหละที่บอกว่าไม่ได้สั่ง แต่ทำไมของยังมากันเพียบ คุณกินเท่าไหร่ เขาก็คิดราคาเท่านั้นครับ

พูดถึงหมูย่างตรังในอดีตใช่จะหากันกินได้ง่ายๆ อย่างทุกวันนี้ ด้วยเพราะแตกต่างจากหมูหันหรือหมูอบอย่างสิ้นเชิง หมูย่างตรังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หนังกรอบ รสชาติดีเยี่ยม มีกลิ่นเครื่องเทศและสมุนไพรเจืออยู่บางเบา กรรมวิธียุ่งยากและซับซ้อน ใช้หมูขนาดเล็กคือ 30-40 กก. ย่าง อบ ด้วยความร้อนสูงทั้งตัว จนน้ำหนักหายไปกว่าครึ่ง หมูย่างไม่ใช่จะอยู่แต่ตามร้านกาแฟอย่างเดียว แต่กลับไปขึ้นโต๊ะตามงานต่างๆ ทั้งงานแต่ง งานตรุษ งานเลี้ยงแขกพิเศษ ไปจนถึงงานอวมงคลเช่นงานศพ ใครต่างก็ต้องการที่จะมาชิม จนจังหวัดต้องจัดเทศกาลให้ทุกปลายเดือนกันยายน

ถ้าวัฒนธรรม หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ที่เกิดจากอาหารการกิน ก็คงจะเอามาอธิบายวัฒนธรรมทางการกินของคนตรังได้ เพราะชาวตรังมีชาวจีนเข้ามาลงหลักปักฐานในเมืองไทยมากมาย การกินหลายมื้อของคนจีน เป็นผลมาจากการเพาะบ่มทางวัฒนธรรมของคนจีนในเมืองตรังยุคบุกเบิก

ด้วยความที่เป็นกลุ่มคนจีนที่มาจากดินแดนโพ้นทะเล ร้านกาแฟ ได้กลายเป็นที่รวมกลุ่ม ปรึกษา หารือ เกื้อกูลกัน จากเคยจิบชาก็เปลี่ยนมาเป็นกาแฟ มีขนมนมเนยเป็นเครื่องเคียง ความห่วงใยในสวัสดิภาพของผู้เป็นชนกลุ่มน้อยจึงมีสูง ทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันบ่อยๆ ตั้งแต่เช้า สาย บ่าย เย็น ดึกดื่น ก็ยังหาอุบายพบปะกันอยู่ จนกลายมาเป็นวัฒนธรรมกาแฟในวันนี้ ซึ่งลูกหลานในปัจจุบันอาจจะไม่เคยรู้เลยว่า การมาพบหน้ากันวันละหลายๆรอบมีที่มาอย่างไร แต่ที่แน่ๆมันได้กลายเป็นลักษณะเฉพาะและเป็นวิถีชีวิตที่มีสีสัน ต่อผู้ที่สนใจต่อวัฒนธรรมศึกษาอย่างยิ่ง

กาแฟมื้อดึกมรดกวัฒนธรรมเมืองชายฝั่งทะเล
ค่ำนี้ผมออกมาร้านกาแฟกับเพื่อนเก่า เรื่องราวเก่าๆ เรียงรายมาให้ครุ่นคิด ผู้คนมากมายจนผมสงสัยว่า เดี๋ยวนี้คนตรังกินกาแฟดึกขนาดนี้แล้วหรือ ผมจึงได้คำอธิบายจากเพื่อนรักว่า วัฒนธรรมนี้น่าจะมาจากคน “กันตัง” ซึ่งกันตังอดีตอำเภอเมือง ในยุคการค้าขาย เรือเดินทะเลยังคึกคัก ชาวจีนจำนวนมาก ที่เข้ามาทำมาหากินกับท่าเรือแห่งนี้ ได้ก่อร่างวัฒนธรรมการกินมื้อดึก อันมีผลมาจากการเฝ้ารอเรือเข้าเทียบท่า ขนถ่ายสินค้าและค้าขาย จับจ่ายกันตลอดคืน ร้านกาแฟจึงเติบโตตามด้วยมุ่งบริการผู้มีภาระค้าขายในเมืองท่าแห่งนี้ เมืองกันตังในอดีตจึงคึกคักตลอดทั้งคืน

ผมเคยตั้งข้อสงสัยกับปรากฏการณ์ที่ร้านกาแฟในเมืองตรังในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ผุดพรายมากมายราวกับดอกเห็ด มีหนุ่มสาวมากมายมาชุมนุมกันที่ร้านกาแฟ อาหารยังคงมากมายดังเดิม ผิดไปแต่เพียง ในปัจจุบันได้เพิ่มความหลากหลายด้วย โทรทัศน์จอยักษ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลีกส์ ต่างประเทศ ที่มีให้ชมอยู่ทุกค่ำคืน การถ่ายเททางวัฒนธรรมอันนี้ ทำให้ถึงกับร้องอ๋ออยู่เงียบๆ ใต้แสงไฟสลัวในร้านโกปี๊แต่เพียงผู้เดียว

เห็นอะไรในร้านกาแฟ
สิ่งที่นักวิชาการด้านการสื่อสาร น่าจะลองศึกษากันดูในร้านโกปี๊ที่เมืองตรัง คือ การบอกข่าวแบบคลาสสิคที่ทรงประสิทธิภาพมากก็คือ ใบปิดประกาศงานศพ ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในร้านกาแฟ ในทัศนะของผมมองว่ามัน คือบัตรเชิญที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ที่ได้บรรจุข้อความ ชื่อของผู้ตาย อายุเท่าไหร่ ตายด้วยสาเหตุใด ใครเป็นญาติก็บรรจุไว้หมด และจะไม่ส่งไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ข่าวนี้จะกระจายไปพร้อมกับผู้ที่มาร้านกาแฟ มันจึงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เชื่อมเข้ากับสื่อบุคคลได้ดีมาก

ความต่างนี้ได้ซ่อนเร้นคุณค่าทางวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองตรังโดยแท้ จากข้อมูลที่พอมีอยู่ คะเนได้ว่า จุดเริ่มต้นของแผ่นพิมพ์ประกาศงานฌาปนกิจ น่าจะเริ่มจากชาวจีนยุคแรกในเมืองตรัง ที่ประกอบอาชีพค้าขายกับปลูกผัก ด้วยความเป็นเชื้อชาติพลัดบ้านเมืองจากโพ้นทะเล ทำให้คนจีนทั้งสองอาชีพ ต้องพบปะกันหรือส่งข้อความข่าวคราวถึงกัน ยิ่งมีการตายเกิดขึ้น ยิ่งต้องส่งข่าวหากันมากขึ้น คล้ายกับว่าเป็นเสมือนญาติพี่น้องกัน ด้วยอาชีพที่ดิ้นรน การไปบอกด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก การบอกกล่าวจึงใช้การเขียนเรื่องราวปิดไว้ที่ร้านกาแฟ

เมื่อผ่านยุคการเขียนมาสู่การพิมพ์ รูปแบบการนำเสนอก็เปลี่ยนตาม แต่สิ่งที่คงอยู่ก็คือ รายชื่อเจ้าภาพในแผ่นจะเต็มไปด้วยอย่างน้อยก็ครึ่งร้อยชื่อ การไล่อ่านรายชื่อเจ้าภาพ มีความสำคัญพอๆ กับชื่อผู้ตาย หากพบชื่อใครที่เคยรู้จักก็จะได้ไปร่วมงานไปเผา ไปฝังกันดื่มกาแฟที่เมืองตรังเที่ยวนี้ทำให้คิดอะไรหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ จงอย่าแปลกใจถ้ามีใครสงสัยว่าทำไม คนใต้รักพวกรักพ้อง แผ่นพิมพ์งานศพนี้ คงอธิบายนิยามคนใต้ได้พอประมาณ

**************


:ตีพิมพ์ครั้งแรก 5 ม.ค.2547 ในนิตยสารโฟกัสภาคใต้

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550

เรื่องเล่าและบทเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เป็นทั้งกวี นักดนตรีและนักแต่งเพลง ที่มีชื่อเสียง ในช่วงทศวรรษ 2520 – 40 ฝีไม้ลายมือและชั้นเชิงทางดนตรีของเป็นที่ยอมรับกันว่า มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีไม้ลายลายมือในการประดิษฐ์คำ จากประสบการณ์ของชีวิตในช่วงของการปฏิวัติประชาชน ที่ทำให้เขามีโอกาสคลุกคลีกับชาวบ้านในเขตป่าเขา อีกทั้งประสบการณ์ทางดนตรีเมื่อครั้งที่ยังร่วมงานอยู่กับ คาราวาน, คาราบาว และ ซูซู ได้ต่อยอดให้เขานำเอาดนตรีพื้นบ้านมาปรับใช้ในงานเพลง จนได้รับคำยกย่องว่าเป็น “กวีศรีชาวไร่” จาก “นายผี” กวี นักคิด นักเขียนคนสำคัญ

แม้ว่า พงษ์เทพ จะผลิตงานในช่วงที่คาบเกี่ยวกับศิลปินเพื่อชีวิตอื่นๆ คือ คาราวานและคาราบาว ที่เป็นหลักในวงการ แต่ความแตกต่างของพงษ์เทพที่เห็นได้ชัดก็คือ ความเป็นนักเล่าเรื่อง (Narrator) ความแจ่มชัดนี้ฉายให้เห็นในภาคการแสดงดนตรีสดทุกครั้งของเขา รวมถึงในเนื้อหาของบทเพลงที่มีความประณีต คุณลักษณะของการเล่าเรื่องนี้จึงถูกจัดประเภทว่าเป็นเพลงที่เรียกว่า “บัลลาด” (Ballad) แบบตะวันตก

ผู้เขียนได้หยิบยกบทเพลงที่นำมาศึกษาในครั้งนี้ จากการคัดอัลบั้มเพลงชุด ‘เหงา เศร้า ฝัน’ (2536) 4 บทเพลง คือ บทเพลงชื่อ ‘เด็กหญิงปรางค์’, ‘แม่’, ‘ลิงทะโมน’ จัดอยู่ในกลุ่มตามชื่ออัลบั้ม และเพลง ‘เฉย’ คงมีทั้งส่วนที่เหงาและเศร้าปะปนกัน แม้เพลงที่เลือกจะไม่ใช่เพลงที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด แต่เพลงที่มีคุณลักษณะเด่นของการเล่าเรื่อง อันเป็นทางหรือลักษณะเฉพาะของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ในการประพันธ์เพลง

อนึ่งการจัดประเภทของงานเพลงของ พงษ์เทพ ตามแนวทางของศิลปะอาจจะเทียบได้กับ แนวทางศิลปะเป็นแบบ อิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) เอาความประทับใจ และเศร้าสะเทือนใจ มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ความน่าสนใจประการหนึ่ง ที่ผู้เขียนสนใจการเล่าเรื่องในบทเพลงก็คือ ข้อจำกัดของความยาวเพลง ในยุคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ความยาวจะไม่มาก เฉลี่ยตกอยู่ประมาณ 3.00 นาที ไม่เหมือนเพลงไทยเดิมประเภท เพลงเถาหรือเพลงตับ ทำให้การเล่าเรื่องต้องมีความกระชับมากที่สุด รวมถึงความแตกต่างไปจากการเล่าเรื่องในสื่อสารมวลชนอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์หรือละครอีกด้วย

ในการวิเคราะห์จะแสดงผ่านเนื้อร้องตามลำดับเพลงที่เลือกเอาไว้คือ ‘เด็กหญิงปรางค์’, ‘แม่’, ‘ลิงทะโมน’ และ ‘เฉย’ ร่วมกับการใช้กรอบแนวคิดขนบ (Convention) เรื่องเล่าของ จอห์น คาเวลติ John Cawelti 1971 ในตอนท้าย ประกอบการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้




เด็กหญิงปรางค์

*เนื้อเพลง* ขยะในถังที่ตั้งริมทาง เด็กหญิงปรางค์ กำลังคุ้ยเขี่ย เป็นประจำหน้าบ้านผัวเมีย ที่นั่งดูเหมือนพลเมืองดี ยังไม่รู้จะได้อะไร เปลือกลำไยหรือซองบุหรี่ อยากจะได้หุ่นยนต์ดีๆ หนูอยากจะมีน้องตุ๊กตา ถ้าได้ฝันจะรีบเอาไป อวดวินัย ลูกชายของป้า ถ้าแขนไม่ครบ ไม่มีลูกตา จะให้ลุงมาช่วยเสริมเติมแต่ง
*ขยะในถังตั้งอยู่ในใจ ที่ใสสะอาดวาดต่อเติม เพิ่มความฝันทุกวันเวลา ตุ๊กตานำทางไปทั่ว ตามซอกซอยของเมืองมัวๆ มือน้อยๆ ค่อยๆ คุ้ยเขี่ย (ซ้ำ*)




ในเพลงนี้จะพบชุดคำ 3 ชุด ดังนี้
-เมือง ( ถังขยะ ริมทาง หน้าบ้าน พลเมือง ซอกซอย เมือง)
-ขยะ (ขยะ คุ้ยเขี่ย เปลือกลำไย ซองบุหรี่ หุ้นยนต์ ตุ๊กตา)
-ตัวละคร (เด็กหญิงปรางค์ ผัว-เมีย ‘น้องตุ๊กตา’ วินัย ป้า ลุง)
คำในวงเล็บประกอบขึ้นเป็นชุดคำที่แสดงหนึ่งความคิดหลัก หลายๆ ความคิดหลัก ประกอบขึ้นเป็นเนื้อหาบทเพลง แต่ละความคิดหลักจะมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เมืองนี้เป็นเมืองมัวๆ มีถังขยะเป็นลักษณะของเมือง มี ‘พลเมืองดี’ นั่งดูเด็กคุ้ยเขี่ยถังขยะ (ในเพลงใช้คำว่าดูเหมือน การอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ไม่สามารถแน่ใจว่า เป็นพลเมืองดีหรือไม่ เป็นได้แค่ดูคล้าย) การมีเด็กคุ้ยเขี่ยถังขยะนั้นไม่ควรจะเป็นความปกติของเมือง กริยา ‘คุ้ยเขี่ย’ นอกจากจะใช้กับคนที่จำเป็นจะต้องไปเก็บของจากกองขยะเพื่อนนำไปขายต่อ เพื่อเป็นรายได้ยังชีพแล้ว คำนี้ยังเป็นกริยาของสัตว์ประเภทไก่ (สำนวนไก่เขี่ย) เมื่อคำนี้กับเด็กหญิงปรางค์จึงบอกชัดเจนถึงความยากจนและสภาพที่ไม่ต่างจากสัตว์


อย่างไรก็ตามความเป็นคนมีอยู่ในตัวเด็กผู้หญิง นั่นคือการมีความฝันและมีใจที่ ‘ใสสะอาด’ ตุ๊กตาจึงเป็น ‘น้องตุ๊กตา’ เป็นผู้นำทาง ส่วน ‘ขยะในถังที่ตั้งริมทาง’ ระบุโลกแห่งความจริง (Reality) ‘ขยะในถังตั้งอยู่ในใจ’ บอกโลกแห่งความฝัน (Fantasy)

ในชุดคำตัวละคร ผู้ที่มีความสัมพันธ์ ฉันญาติกับเด็กหญิงปรางค์คือลุง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าชื่อ ‘มา’ หรือไม่และ ’วินัย’ ลูกชายของทั้งสอง ในเนื้อเพลงไม่ได้กล่าวถึงพ่อและแม่ของเด็กหญิงปรางค์ แต่กล่าวว่าถ้าเด็กหญิงคนนี้ได้ตุ๊กตาขาดแขน ขาดลูกตา ลุงจะทำหน้าที่ซ่อมแซม (ช่วยเสริมเติมแต่ง) ตีความได้ว่า เด็กหญิงปรางค์อยู่ในความดูแลของลุงและป้า ซึ่งคงมีความเมตตาพอสมควร แต่ผู้ที่เติมแต่งความฝันของเด็กน้อยได้นั้นไม่ใช่ลุงและป้า หากแต่เป็นตุ๊กตา ชีวิตของเด็กหญิงปรางค์คงดำเนินไปอย่างมีความสุข (ในความรู้สึกของเด็กหญิง)

ตัวละครผัว-เมีย เจ้าของบ้านซึ่งมีถังขยะตั้งอยู่หน้าบ้านนั้น ‘นั่งดูเหมือนพลเมืองดี’ การไม่มาขับไล่ก็แสดงถึงความเป็นพลเมืองดีเพียงพอแล้วสำหรับ ‘เมืองมัวๆ’ เมืองนี้ ชุดคำทั้งสามชุดนี้ได้ร่วมกันสร้างโลกของชนชั้นล่าง ที่ยากไร้ได้อย่างชัดเจน ในภาคดนตรีเพลงที่เป็นส่วนของทำนอง ใช้การเกากีตาร์อย่างเอื่อยๆ ในแบบกีตาร์โฟล์ค เพื่อให้สอดรับกับการเล่าเรื่องในเพลง

ผู้ติดตาม